บทความผ้าไหม
ผ้าไหมแพรวา ชาวภูไท
ผ้าไหมผืนงามแห่งภาคอีสานของไทย

“ราชินีแห่งผ้าไหม” คือ สมญานามที่ใช้เรียก “ผ้าไหมแพรวา” ศิลปหัตถกรรมและเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของชาวผู้ไท ซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณแคว้นสิบสองจุไทย โดยชาวภูไทยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ การแต่งกาย และการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและได้รับการพัฒนามาถึงคนรุ่นหลังอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของไทย ภาครัฐและองค์กรต่างๆ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ โดยได้ร่วมกันพัฒนาทั้งด้านการผลิต การเพิ่มมาตรฐานผลิตภัณฑ์โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย การพัฒนาคุณภาพและรูปแบบของสินค้า ด้วยการสอดแทรกความคิดสร้างสรรค์ การสร้างตราสินค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผ้าไหมไทยมีโอกาสก้าวสู่ระดับสากล รวมถึงการพัฒนาและขยายผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น

(ภาพจากเว็บไซต์ประตูสู่อีสาน)

คำว่า “แพรวา” มีความหมายว่า ผ้าทอเป็นผืนที่มีความยาว 1 วา หรือ 1 ช่วงแขน ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียง ชาวภูไทจึงเรียกว่า ผ้าเบี่ยง หรือ แพรเบี่ยง นิยมสวมใส่ในงานเทศกาล ทำบุญประเพณีหรืองานสำคัญต่างๆ อีกทั้งผ้าไหมแพรวา ยังถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเชื่อที่ว่า บ้านไหนมีลูกสาว แม่จะต้องสอนลูกให้ทอผ้าเป็นก่อนถึงจะออกเรือน ส่วนครอบครัวฝ่ายชายจะหาลูกสะใภ้จากผ้าที่เธอทอเป็นหลัก ถ้าผ้าสวย ละเอียดอ่อน ประณีต นั่นแสดงถึงความใจเย็น สุขุม ซึ่งสาวชาวภูไทจะยึดปฏิบัติตัดเย็บผ้าทอ 3 อย่างคือ เสื้อดำ ตำแพร หมายถึง การทอผ้าแพรวา และ ซิ่นไหม

ผ้าไหมแพรวานับเป็นมรดกของครอบครัว ซึ่งแต่ละครัวเรือนจะมี ผ้าแซ่ว ถือเป็นผ้าไหมทอพื้นสีขาวขนาดประมาณ 25 x 30 เซนติเมตร มีลวดลายต่างๆ กว่าร้อยลาย เป็นต้นแบบลายดั้งเดิมแต่โบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยขณะทอผ้า ผู้ทอก็จะดูลวดลายจากผ้าแซ่วเป็นหลัก แต่จะจัดวางลายไหนไว้ที่ใด ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ทอ โดยรวมจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับลายขิดอีสาน แตกต่างกันอยู่บ้างที่ความหลากหลายของสีสัน ลายหลักมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน และลวดลายเอกลักษณ์ที่จะปรากฏอยู่บนผ้าทอแพรวา จะประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

1. ลายหลัก คือลายที่มีขนาดใหญ่ในแนวนอน กว้างประมาณแถวละ 8 - 12 เซนติเมตร ผ้าไหมแพรวาผืนหนึ่งจะมีลายหลักประมาณ 13 แถว ได้แก่ ลายนาคสี่แขน ลานพันธุ์มหา ลายดอกสา ฯลฯ ส่วนประกอบสำคัญของลายหลัก คือ ลายนอก ลายใน และลายเครือ
2. ลายคั่น หรือลายแถบ คือลายที่มีขนาดเล็กอยู่ในแนวขวางผืนผ้า ความกว้างของลายประมาณ 4 - 6 เซนติเมตร ทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งลายใหญ่ออกเป็นช่วงๆสลับกันไป เช่น ลายตาไก่ ลายงูลอย ลายขาเข ฯลฯ
3. ลายช่อปลายเชิง หรือลายเชิงผ้า คือลายที่ปรากฏอยู่ตรงช่วงปลายของผ้าทั้งสองข้างทอติดกับลายคั่น ทำหน้าที่เป็นตัวเริ่มและตัวจบของลายผ้า มีความกว้างประมาณ 4 - 10 เซนติเมตร เช่น ลายช่อขันหมาก ลายดอกบัวน้อย ลายใบบุ่นน้อย ฯลฯ

ผ้าไหมแพรวา เป็นผ้าทอจากเส้นใยไหม ที่มีลักษณะลวดลายผสมกันระหว่างลายขิดและจกบนผืนผ้า ในกระบวนการขิดจะใช้วิธีเก็บลายขิดบนผ้าพื้นเรียบโดยใช้ไม้เก็บขิด คัดเก็บขิดยกลายโดยต้องนับจำนวนเส้นไหมแล้วใช้ไม้ลายขิดสานเป็นลายเก็บไว้ ในการทอเก็บลายจะแบ่งเป็นช่วง แต่ละช่วงเก็บลายไม่เหมือนกัน ส่วนที่อยู่ตรงปลายต่อกับผ้าเรียบเป็นการเก็บขิดดอกเล็ก ส่วนต่อไปเป็นการเก็บขิดดอกใหญ่ เรียกว่า “ดอกลายผ้า” ใช้ไม้ในการเก็บลายต่างกัน ส่วนกรรมวิธีการจก คือ ยกเส้นด้ายยืน แล้วสอดเส้นไหมสีซึ่งเป็นเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในผืนผ้า ทำให้เกิดลวดลายผ้าที่ต้องการ การทอแพรวาแบบผู้ไทแท้นั้น จะไม่ใช้อุปกรณ์อื่นช่วย ไม่ว่าจะเป็นเข็ม ไม้ หรือขนเม่น แต่จะใช้นิ้วก้อยจกเกาะเกี่ยว และสอดเส้นไหมสีซึ่งเป็นเส้นพุ่งพิเศษแล้วผูกเก็บปมเส้นด้ายด้านบนเพื่อให้เกิดลวดลาย โดยใช้การเกาะลายด้วยนิ้วก้อยตลอดจากริมผ้าข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งตลอดทั้งแถว เขาไม้หนึ่งจะเกาะสองครั้งเพื่อให้ลวดลายมีความสวยงาม โดยลวดลายจะอยู่ด้านล่างของผืนผ้าในขณะทอ สำหรับลายผ้าแพรวาที่ทอในปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

- ผ้าแพรวาลายล่วง หมายถึง ผ้าที่มีลวดลายเรียบง่าย มีสองสี สีหนึ่งเป็นสีพื้นส่วนอีกสีเป็นลวดลาย
- ผ้าแพรวาลายจก หมายถึง ผ้าที่มีความพิเศษโดยเพิ่มการจกเพิ่มดอกเข้าไปในลายล่วงบนผืนผ้า เพื่อแต้มสีสันให้สวยงามยิ่งขึ้น แต่สีจะไม่หลากหลายสดใสเหมือนแพรวาลายเกาะ
- ผ้าแพรวาลายเกาะ หมายถึง ผ้าที่มีลวดลายและสีสันหลายสีเกาะเกี่ยวพันกัน ลวดลายที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นลายดอกใหญ่ ซึ่งเป็นลายหลักของการทอผ้าแพรวา อาจจะทอไม่ให้ซ้ำลายกันเลยในแต่ละแนวก็ได้

>
 
 
 
 
 
 
 

บทความ