บทความผ้าไหม ผ้าจกลาวครั่ง
ผ้าไหมผืนงาม...ภาคกลางของไทย

“ชาวลาวครั่ง” เป็นคนไทยเชื้อสายลาวกลุ่มหนึ่ง ที่ตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ และพิจิตร เป็นต้น โดยจะเดินทางโยกย้ายถิ่นฐานกันไปมาเพื่อแต่งงาน หรือทำงาน จนกลายเป็นเครือญาติขนาดใหญ่ และยังคงสามารถรักษาขนบธรรมเนียมประจำถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น

pic1 pic2

ในอดีต ประเทศลาว คือ ศรีสัตนาคนหุต ชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในแถบภูเขาเรียกว่า ภูคัง ต่อมาเมื่อลาวตกเป็นประเทศราชของสยาม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ตรัสสั่งให้เลิกอาณาจักรเวียงจันทน์และหลวงพระบาง จากนั้นก็กวาดต้อนผู้คนให้เข้ามาอยู่ในบริเวณใกล้บางกอก รวมถึง ชาวภูคังด้วย โดยคนทั่วไปเรียกว่า “ลาวภูคัง” แล้วเพี้ยนมาเป็น “ลาวครั่ง” “ลาวขี้ครั่ง” และ “ลาวเต่าเหลือง” เนื่องจากมีนิสัยชอบอยู่ตามป่า รวมถึง มีความอดทนเหมือนเต่าภูเขากระดองเหลืองชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ ที่มาชื่อ ลาวครั่ง ยังมาจากการที่คนเหล่านี้นิยมใช้ “ครั่ง” มาย้อมสีเสื้อผ้า ซึ่งครั่งก็คือแมลงชนิดหนึ่ง ทำรังอยู่ตามกิ่งไม้ ให้สีย้อมสีแดง ซึ่งเป็นสีที่ย้อมยากและเป็นที่มีความต้องการมากสีหนึ่ง ดังนั้น เราจึงมักเห็นชาวลาวครั่งนิยมใส่เสื้อผ้าทอพื้นเมืองสีแดง สำหรับงานทอผ้าจะเป็นงานของผู้หญิง โดยเด็กสาวทุกคนก็จะได้เรียนรู้งานจากแม่ อาจจะเริ่มต้นด้วยการช่วยงานเล็กๆน้อยๆ ก่อน จนกระทั่งทอผ้าได้เองจนชำนาญ และจะต้องทุ่มเทฝีมือการทออีกครั้ง เมื่อจะต้องออกเรือน เพราะเสื้อผ้าเครื่องใช้ ตลอดจนผ้าไหว้ เจ้าสาวจะต้องเป็นคนลงมือทำเองทั้งหมด

เอกลักษณ์ของผ้าลาวครั่งนั้น จะมีความหลากหลายทั้งในเรื่องลวดลายและเทคนิค เพราะใช้ทั้งฝ้ายและไหม อีกทั้งยังรวมเอาเทคนิคการทอจกและการมัดหมี่ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันในผืนเดียว นิยมใช้สีแดงจากการย้อมด้วยครั่ง เป็นสีหลักในการทอผ้า ทั้งด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่ง ส่วนด้ายเส้นพุ่งพิเศษ ซึ่งในการทอลวดลายจกนั้นนิยมใช้สีเหลืองเป็นหลัก สีอื่นที่เป็นองค์ประกอบคือ สีส้มหมากสุก สีขาว สีดำ และสีเขียว ผ้าหนึ่งผืนจะมีเพียง 5 สีเท่านั้น สำหรับผ้าชาวลาวครั่งที่โดดเด่นคือ ผ้าซิ่นมัดหมี่ต่อตีนจก ซึ่งถือกันว่าเป็นผ้าชิ้นเอกของช่างทอลาวครั่ง กล่าวคือ ผ้าซิ่นชนิดนี้ ตัวซิ่นทอด้วยเส้นไหมโดยมัดหมี่เป็นลวดลาย แล้วทอสลับกับลายขิด ซึ่งจะเป็นลายเส้นตั้ง แล้วต่อด้วยตีนจกซึ่งทอด้วยเส้นฝ้าย นิยมใช้พื้นสีแดง ส่วนลวดลายนั้นเป็นเรขาคณิตที่ไม่มีแบบแผนตายตัว ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ทอเป็นหลัก ส่วนซิ่นอีกแบบหนึ่งก็คือ ซิ่นดอกดาว นิยมทอสีพื้นให้เข้ม แล้วจกลายสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้วยโทนสีอ่อนแก่ประมาณสามสี เพื่อเลียนแบบท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว นอกจากนั้นยังมีผ้าห่ม ที่สวยไม่แพ้ใคร ทอเป็นผืนใหญ่ มีลายท้องผ้าและลายเชิงชาย นิยมใช้สีคู่ตรงข้ามนำมาเบรกสี แล้วแทรกด้วยสีอื่นเล็กน้อย แต่เมื่ออายุมากขึ้น ชาวลาวครั่งจะนิยมเปลี่ยนมาทอผ้าด้วยสีดำแทนสีแดง ทั้งด้ายเส้นยืนและเส้นพุ่ง รวมในหนึ่งผืนก็จะมีเพียง 5 สีเท่านั้น

ชาวลาวครั่ง ถือ “เป็นจิตรกรผ้า” ที่มีความชำนาญในเรื่องการใช้สีร้อนแรง สีตรงข้ามและสีขัดแย้ง ให้อยู่ด้วยกันในผืนเดียวได้อย่างกลมกลืนและงดงาม อีกทั้งยังเป็นนักพัฒนาที่ผสมผสานความคิดสมัยใหม่ควบคู่ไปกับภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม จนได้ลายผ้าที่น่าสนใจที่หลากหลาย เรียกได้ว่าฝีมือไม่แพ้ช่างจากชนชาติใดเลยทีเดียว

 
 
 
 
 
 
 

บทความ